Skip to content
-
Subscribe to our newsletter & never miss our best posts. Subscribe Now!
  • https://www.facebook.com/
  • https://twitter.com/
  • https://t.me/
  • https://www.instagram.com/
  • https://youtube.com/
edu news 4 U

Best Education news and scholarship for you

edu news 4 U

Best Education news and scholarship for you

  • Home
  • Blog
  • Blog
  • Blog
  • Blog
  • Buy Adspace
  • CoverNews
  • Hide Ads for Premium Members
  • Home
  • Home
  • Home
  • Blog
  • Blog
  • Blog
  • Blog
  • Buy Adspace
  • CoverNews
  • Hide Ads for Premium Members
  • Home
  • Home
Subscribe
Close

Search

ตลาดต้องการแรงงาน STEM แต่เด็กไทยกว่า 60% จบมนุษยศาสตร์–สังคมศาสตร์ สะท้อนโจทย์ใหญ่ Skills Mismatch

เด็กจบใหม่ยังเสี่ยงว่างงาน ท่ามกลางความต้องการแรงงานทักษะสูงกว่า 1.1 ล้านตำแหน่ง ขณะที่สัดส่วนบัณฑิต STEM ลดลงต่อเนื่อง ประเทศไทยต้องเร่งปรับการผลิตกำลังคนให้ตรงกับทิศทางเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน

ปัญหาการว่างงานของเด็กจบใหม่ไทยไม่ได้มีเพียงเรื่องจำนวนตำแหน่งงาน แต่ยังสะท้อนความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะของผู้สำเร็จการศึกษากับความต้องการของนายจ้าง หรือ Skills Mismatch โดยเฉพาะเมื่อภาคอุตสาหกรรมต้องการแรงงานที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) มากขึ้น แต่ผู้สำเร็จการศึกษาส่วนใหญ่ยังอยู่ในสายมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยแพร่บทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 ประเทศไทยมีผู้ว่างงานประมาณ 401,000 คน เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส โดยผู้ว่างงานกว่า 44% อยู่ในกลุ่มอายุ 20–24 ปี หรือคิดเป็นประมาณ 174,000 คน ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ครอบคลุมผู้สำเร็จการศึกษาใหม่จำนวนมาก

อุปสงค์แรงงานสูง แต่โครงสร้างบัณฑิตยังไม่สอดคล้อง

เมื่อพิจารณาด้านความต้องการแรงงาน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในช่วงปี 2568–2572 ประเทศไทยจะมีความต้องการแรงงานทักษะสูงเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายอีกประมาณ 1.1 ล้านตำแหน่ง โดยความต้องการส่วนใหญ่กระจุกตัวใน 3 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม รวมถึงอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งมีสัดส่วนความต้องการแรงงานรวมกันกว่า 69%

ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่า ตลาดแรงงานต้องการบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทางมากขึ้น ทั้งด้านเทคโนโลยี การวิเคราะห์ข้อมูล วิศวกรรม ระบบอัตโนมัติ และการประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับการทำงานจริง

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาด้านการผลิตกำลังคน กลับพบความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยเด็กไทยมากกว่า 60% ยังสำเร็จการศึกษาในสายมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ขณะที่สัดส่วนผู้สำเร็จการศึกษาด้าน STEM เมื่อเทียบกับผู้สำเร็จการศึกษาทั้งหมด ลดลงจาก 23.2% ในปี 2563 เหลือ 22.3% ในปี 2568

ตัวเลขนี้จึงเป็นสัญญาณที่ควรจับตา เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจต้องการแรงงานทักษะสูงเพิ่มขึ้น สัดส่วนบัณฑิตในสาขาที่เกี่ยวข้องกับ STEM กลับมีแนวโน้มลดลง แม้ตัวเลขดังกล่าวเพียงอย่างเดียวจะยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นสาเหตุโดยตรงของการว่างงานทั้งหมด แต่สะท้อนโจทย์สำคัญในการปรับความสอดคล้องระหว่างระบบการศึกษากับตลาดแรงงาน

ไม่ใช่เพียงเรียนจบ แต่ต้องมีทักษะที่ตลาดต้องการ

ปัญหา Skills Mismatch ไม่ได้หมายความว่าผู้เรียนสายมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ไม่มีโอกาสทำงาน หรือทุกคนจำเป็นต้องเปลี่ยนไปเรียน STEM เพราะเศรษฐกิจยังต้องการบุคลากรหลากหลายสาขา สิ่งสำคัญคือการทำให้ความรู้และทักษะที่ผู้เรียนได้รับสอดคล้องกับลักษณะงานที่มีอยู่จริง

แนวทางที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ การปรับหลักสูตรให้เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมมากขึ้น การเพิ่มทักษะดิจิทัลและการใช้ข้อมูลในหลักสูตรต่าง ๆ การพัฒนาการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง ตลอดจนการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนและคนทำงานสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่หรือยกระดับทักษะเดิมได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน สถาบันการศึกษาควรใช้ข้อมูลความต้องการแรงงานมาประกอบการวางแผนเปิดหลักสูตรและกำหนดจำนวนผู้เรียน โดยเฉพาะสาขาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อให้การผลิตบัณฑิตตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น

3 ปัจจัยเสี่ยงที่อาจซ้ำเติมตลาดแรงงานไทย

นอกจากปัญหาความไม่สอดคล้องของทักษะแรงงานแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังชี้ถึงประเด็นที่ต้องติดตามอีก 2 ด้าน ได้แก่

  1. การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง ธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่เปราะบาง การแข่งขัน และต้นทุนการดำเนินงานที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจจำกัดความสามารถในการจ้างงาน
  2. ความเสี่ยงจาก AI และระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในกระบวนการทำงานมากขึ้น ทำให้แรงงานบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีทักษะไม่สอดคล้องกับงานใหม่ ต้องเร่งปรับตัว ขณะเดียวกันภาคธุรกิจจำเป็นต้องบริหารการใช้เทคโนโลยีควบคู่กับการจ้างงานอย่างเหมาะสม

โจทย์ใหญ่ของไทย คือการเชื่อมการศึกษาเข้ากับโลกการทำงาน

ข้อมูลทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาการว่างงานของเด็กจบใหม่ไม่อาจพึ่งการเพิ่มจำนวนตำแหน่งงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะ การออกแบบหลักสูตร และการวางแผนกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจในอนาคต

เมื่อประเทศไทยมีความต้องการแรงงานทักษะสูงจำนวนมาก แต่สัดส่วนผู้สำเร็จการศึกษาด้าน STEM ยังลดลง การยกระดับคุณภาพการศึกษา การสร้างทักษะที่ใช้ได้จริง และการเชื่อมโยงสถานศึกษากับนายจ้าง จึงเป็นโจทย์สำคัญที่จะช่วยเพิ่มโอกาสการมีงานทำของคนรุ่นใหม่ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย บทวิเคราะห์ “คนไทยยังเสี่ยงว่างงานเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มเด็กจบใหม่” เผยแพร่วันที่ 6 ตุลาคม 2569

อ่านข้อมูลต้นฉบับ: https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/Info515-TH-Unemployed-FB-2026-10-06.aspx

Author

ผู้ดูแลระบบ

Follow Me
Other Articles
Previous

รฟม.เปิดตัวแคมเปญ“10 YEARS MRT PURPLE LINE เติมเต็มความสุข ทุกจุดเชื่อมต่อ

Next

ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสิงห์บุรี ชวนเที่ยวงาน “มหัศจรรย์พระพรม ๔ พักตร์ ศักดิ์สิทธิ์เมืองสิงห์” 29 ต.ค. – 1 พ.ย. นี้ สายมูห้ามพลาด!

Copyright 2026 — edu news 4 U. All rights reserved. Blogsy WordPress Theme